lecture class at library

It’s all about attitude.

เมื่อวานไปศึกษาหาความรู้เรื่องการสมัครเป็นพลเมืองชาวแคนาดามา พอดีว่ามีจัดอบรมฟรีที่ห้องสมุด เลยเข้าไปฟังซักหน่อย

เจ้าหน้าที่พูดถึงกระบวนการการสอบให้ฟังว่า เมื่อเอกสารผ่านเรียบร้อยแล้ว ผู้สมัครจะได้รับอีเมล/จดหมายมานัดวันสอบ โดยให้เวลาประมาณ 1 เดือนในการเตรียมตัว พร้อมกับส่งลิงค์เอกสารที่ต้องอ่านเพื่อเตรียมสอบมาด้วย หากใครไม่สะดวกอ่านทางคอมพิวเตอร์ สามารถส่งจดหมายไปขอให้เขาส่งหนังสือมาให้ที่บ้านได้ ที่เขาไม่ส่งหนังสือมาเลยเพราะประเทศนี้เขารักธรรมชาติกัน อะไรไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษ เขาก็พยายามเลี่ยง ในลิงค์ที่เขาส่งมาให้ในอีเมล จะมี audio version ด้วยสำหรับคนพิการทางสายตา หรือสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการอ่าน

ในส่วนของข้อสอบเป็นแบบปรนัย ใช้เวลาทำครึ่งชม.และรู้ผลวันนั้นเลย หากไม่ผ่านก็กลับบ้านไปรอจดหมายนัดมาสอบครั้งที่ 2 ซึ่งส่วนมากจะให้เวลาประมาณ 2 เดือน เพราะเป็นไปได้ว่าผู้เข้าสอบอาจจะตื่นเต้น กดดันตัวเองในห้องสอบเลยทำให้พลาด และที่เว้นระยะไปสองเดือนนั้นก็เพื่อให้ไปอ่านหนังสือ หากครั้งที่ 2 ไม่ผ่าน เรื่องจะส่งไปที่ศาลอะไรซักสิ่ง ที่ผู้สมัครจะต้องนัดเวลากับเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อทำข้อสอบแบบปากเปล่า กล่าวคือ เจ้าหน้าที่จะถามคำถาม (จากในข้อสอบนั่นแหละ) แล้วก็ให้ผู้สมัครตอบ กระบวนการนี้มีเผื่อในกรณีที่บางคนมีปัญหาเรื่องการอ่าน ที่ไม่ได้หมายถึงอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกนะ แต่บางคนเป็นโรคที่มีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือจริงๆ เขาก็จะใช้การฟังและการพูดมาเป็นตัววัดแทน ถ้าไม่ผ่านอีก ก็ต้องเริ่มกระบวนการสมัครเป็นพลเมืองใหม่ทั้งหมดอีกรอบ เสียตังค์ใหม่ ไรงี้

แค่ข้อมูลที่ฟังมาในช่วงแรกนี้ ก็ชอบละ จะเห็นได้ว่า เขาสร้างกระบวนการเหล่านี้โดยคิดเผื่อคนสอบไว้เยอะมาก พยายามให้ข้อมูล พยายามหาวิถีทางที่จะเหมาะกับหลายๆกรณี ให้ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบไปกว่าใคร ที่น่าประทับใจสุดคือ เรื่องทัศนคติของการสร้างระบบและการตั้งกฎเกณฑ์

ที่นี่ไม่ได้มองการสอบเป็นระบบคัดกรอง หรือตัดคนออก แต่มองว่าการทดสอบความรู้เป็นการยืนยันให้แน่ใจว่า คนที่จะย้ายถิ่นฐานมามีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประเทศและเข้าใจในสังคมวัฒนธรรมมากพอที่จะอยู่ในประเทศนี้ได้อย่างมีความสุข เจ้าหน้าที่สามารถอธิบายเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังได้ว่าทำไมกระบวนการถึงเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่แค่ทำงานตามคำสั่ง นั่งท่องกฎแล้วมาบังคับผู้คนใช้ แต่เขาเข้าใจและเห็นด้วยกับกฎเกณฑ์นั้นจริงๆ และที่สำคัญ ไม่มีการวางอำนาจบาทใหญ่ใดๆทั้งสิ้น เขารู้ว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร เขาก็มาทำหน้าที่ของเขา คนที่เข้าร่วมอบรมก็รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ก็มาถาม มาเอาความรู้ ไม่มีบรรยากาศการอ้อนวอน การมองว่าใครเหนือกว่าใคร ไม่มีความกลัว ไม่มีการใช้อภิสิทธิ ทุกคนเคารพในกันและกัน

พอมองย้อนไป นี่อาจจะเป็นเหตุผลหลักๆที่ทำให้ฉันอยากอยู่ที่นี่เลยก็ได้ เพราะมันฝังอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิต ทุกคนพยายามหาทาง พยายามช่วยให้แต่ละคนประสบความสำเร็จ หรือได้ในสิ่งที่ต้องการ มากกว่าพยายามขัดขวางคนอื่นเพื่อให้ตัวเองสบายหรือได้ดี

หลายๆครั้งที่ฉันมองย้อนกลับไปที่ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนแล้วรู้สึกเสียดายที่ทัศนคติเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปอยู่ในระบบราชการและระบบการศึกษา ทั้งๆที่ลึกลงไปแล้วมันซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมความมีน้ำใจของเรา แต่พอทุกอย่างถูกขยายขึ้นมาเป็นระดับองค์กร การช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้นก็ถูกตีความไปเป็นเรื่องเส้นสายซะนี่ กฎเกณฑ์ต่างๆกลายเป็นเครื่องมือแสดงอำนาจมากกว่าเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบเฉยๆ

ในสถานศึกษา การสอบกลายเป็นเครื่องมือตัดสินความฉลาดของนักเรียน แทนที่จะเป็นตัวช่วยให้อาจารย์เข้าใจนักเรียนมากขึ้นว่า ที่สอนไปเขาเข้าใจว่าอะไรบ้าง และอาจารย์จะทำอะไรเพิ่มได้บ้างให้นักเรียนรับรู้ข้อมูลและต่อยอดความรู้นั้นได้ และในขณะเดียวกันนักเรียนก็จะได้ทำความเข้าใจสิ่งที่ตัวเองรู้และไม่รู้ไปด้วย

ฉันไม่ชอบไอ้ระบบ survival นี่เอาซะเลย ถ้าเก่งพอ ถ้าอึด ถ้าทนได้ ก็อยู่ต่อ

คนอ่อนแอก็ต้องพ่ายแพ้ไป ไปหาทางเอาเอง

เอาจริงๆตอนมาสอนแรกๆฉันก็มีทัศนคติแบบนี้ติดมาเล็กๆว่า ฉันทำหน้าที่ของฉันแล้ว เธอทำหน้าที่ตัวเองไม่ดีเอง ช่วยไม่ได้ แต่พอสอนไปเรื่อยๆ ได้รู้จักได้ทำความเข้าใจเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นอะไรหลายๆอย่าง

ฉันได้เรียนรู้ว่า คนที่เขาไม่อ่านหนังสือ ไม่ได้แปลว่าเขาโง่ หรือเขาขี้เกียจเสมอไป
ฉันได้เรียนรู้ว่า บางครั้งวิธีพูดของฉันอาจจะไม่ตรงกับวิธีฟังของคนอื่น
ฉันได้เรียนรู้ว่า ความไว้ใจ เชื่อใจ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ (สำคัญมากกว่าตัวก้อนความรู้ซะอีก)
ฉันได้เรียนรู้ว่า ในโลกของคนอายุ 20 ต้นๆ ทุกอย่างเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญหมด

ฉันว่า ครูอาจารย์ควรจะเป็นเหมือนช่างตัดเสื้อ ที่วางแผนออกแบบวิชาให้เข้ากับนักเรียนแต่ละคน มากกว่าเป็นโรงงานขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ถ้านักเรียนหุ่นไม่ดี สีผิวไม่เข้ากับชุดของอาจารย์ ก็ถูกประณามหยามเหยียดว่า ไม่ได้มาตรฐาน

รู้นะว่ามันค่อนข้างอุดมคติ แต่ก็ดีใจที่ที่ที่สอนอยู่นี้เปิดโอกาสและให้อิสระฉันในการค่อยๆแก้ชุด ค่อยๆเดินไปเลือกเนื้อผ้าที่เหมาะกับเด็กจริงๆ

ถ้าใครได้อ่านสเตตัสของฉันในเฟสบุ้คอยู่เรื่อยๆ จะรู้ว่า เมื่อต้นปีนี้เป็นการทดลองครั้งใหญ่ในชีวิตการสอนของฉัน กล่าวคือ ฉันให้นักศึกษาออกแบบวิชาเรียนเอง ทั้งเนื้อหา วิธีการ รวมไปถึงการประเมินผล ฉันได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากวิธีนี้ แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ก็คุ้ม และสามารถเอาไปปรับใช้ให้ไม่หนักมากในครั้งต่อๆไป

ในทุกๆวัน ฉันคอยเตือนตัวเองเสมอว่า ฉันไม่ได้มีหน้าที่เข้าไปให้ความรู้ แต่ฉันมีหน้าที่เป็นสื่อกลางที่จะทำให้นักศึกษาเข้าถึงความรู้ที่เขาต้องการให้ได้ต่างหาก

พอคิดแบบนี้ เราก็จะไม่ยกตัวให้สูงกว่าใคร อีโก้เราก็จะไม่ใหญ่คับหัว งานแต่ละชิ้นที่ให้นักศึกษาทำ ไม่ได้ทำเพื่อบอกว่าใครเก่งไม่เก่ง แต่ทำเพื่อให้ฉันได้รู้จักและเข้าใจพวกเขามากขึ้น และสามารถหาวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะกับเขาได้ เอาจริงๆบางคนก็เวิร์ค บางคนก็เฟล ก็หาไปพร้อมๆกันนี่แหละ เพราะจุดมุ่งหมายหลัก มันไม่ใช่เรื่องของการประสบความสำเร็จ แต่เป็นเรื่องของความพยายามที่จะทำให้ดีขึ้นต่างหาก

สิ่งที่ลึกๆแล้วฉันหวังมากที่สุดว่านักเรียนจะได้ ไม่ใช่เรื่องการจัดองค์ประกอบสวยงาม เลือกคู่สีได้เก่งกาจ ฉันได้แต่หวังใจว่า นักเรียนจะมีทัศนคติที่ดีขึ้นเกี่ยวกับการศึกษา (หรือมีแค่แนวโน้มที่ดีขึ้นก็ยังดี) และมีซัก 1 คนในคลาส (จาก 150 กว่าคนนี่แหละ) ที่รัก/สนุกในการเรียนรู้จริงๆ

อาจจะฟังดูเป็นนางงามมงลง แต่เชื่อเถอะ…

ทัศนคตินี่แหละ ที่เปลี่ยนโลกได้

 

Leave a Reply