red high heel with best before date sign

ความฝันกับวันหมดอายุ

พอได้เห็นเพื่อนที่แคนาดาโพสต์เกี่ยวกับความเจริญในหน้าที่การงานของตน ก็รู้สึกยินดีกับเพื่อนเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นก็เป็นหนึ่งในทางที่ฉันเคยฝันมาก่อนและรู้ว่ามันเหนื่อยแค่ไหนกว่าจะได้มา

ในบางครั้งก็ยากที่จะยอมรับว่า คนเราเปลี่ยนไปทุกนาที ตัวฉันเองก็เช่นกัน และรวมไปถึงความฝันของฉันด้วย แต่ความฝันบางอย่างมันติดแน่นฝังใจ แม้เราจะเดินไปถึงจุดที่เราเห็นแล้วว่า เป้าหมายที่ฝันใฝ่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการแต่เพราะตอนฝันมันหอมหวาน ตอนเดินออกมาต้องตั้งคำถามอยู่หลายตลบว่า ฉัน move on หรือ give up กันแน่

ในชีวิตช่วง 20 ต้นๆ โลกมันช่างน่าตื่นเต้น การเดินตามความฝันเป็นสิ่งที่เท่ เก๋ คูล ฉันพร้อมจะไปในทุกที่และเชื่อว่าตัวเองทำได้ทุกสิ่ง พลังงานมันช่างล้นเหลือ และเมื่อมองย้อนกลับไปก็ไม่เสียใจแม้กระผีกเสี้ยววินาที แต่พอมาในวันนี้ ด้วยวัยที่เพิ่มพูนทำให้ฉันมองคำว่า “ความฝัน”ต่างไป วันที่มีบทบาทหน้าที่ส่วนอื่นเพิ่มขึ้น มันหมดเวลาแล้วสำหรับการเสาะหา และถึงเวลารับผิดชอบความฝันและทางเดินที่เลือกมาเสียที

มนุษย์อ่ะนะ มันจะฝันตลอดเวลาไม่ได้หรอก ต้องตื่นมาดูความจริงบ้าง

เพราะข้าวก็ยังต้องกิน น้ำมันรถก็ยังต้องจ่าย

เมื่อความฝันเดินทางมาถึงวันหมดอายุ แต่เรายังต้องใช้ชีวิตต่อ “ความรับผิดชอบ”เลยเข้ามาแทนที่ เป็นตัวช่วยยึดเหนี่ยวเราไว้ในช่วงเวลาที่ passion มันดรอป

วันหมดอายุ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง expiration date แต่หมายถึง best before date

คือความฝันมันมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดของมัน มีจังหวะชีวิต มีอะไรหลายๆอย่างที่ความฝันนั้นเหมาะกับเรา ณ ตอนนั้น แต่ด้วยวัยที่เปลี่ยนแปลง วุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป ความจริงเริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับความฝัน คราวนี้ก็อยู่ที่ว่าเราพร้อมที่จะเรียนรู้ไปกับมันหรือเปล่า พร้อมที่ยอมรับความจริงและกล้าที่จะยอมรับว่าความฝันของเรานั้นอาจจะต้องเปลี่ยนรูปเปลี่ยนฟอร์มไปบ้างมั้ย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้จะบอกว่า ชีวิตวัยสามสิบต้นๆ มันเป็นอะไรที่น่าหดหู่ เปล่าเลย กลับกันเสียด้วยซ้ำ พอเราเริ่มมีความมั่นคงทางอารมณ์ เราก็จะฝันแบบมีสติ เหมือนได้เติมยากันบูดให้ความฝันเอาไว้นิดๆ มันไม่สด มันไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนวัยเยาว์ แต่มันจะนิ่งๆ เรื่อยๆ ยิ้มๆ อะไรประมาณนี้

เราเลือกเรื่องที่จะทำ เลือกเรื่องที่จะฝัน เลือกที่จะใช้พลังงานชีวิตไปกับสิ่งที่ควรค่าแก่เวลา

มีอยู่หลายคราที่เพื่อนผู้ทำงานประจำมั่นคงเปรยถึงการอยากออกไปตามล่าหาฝัน มาเป็นฟรีแลนซ์ ตามตำราหนังสือ how to ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

“ถ้าฉันออกจากงาน ฉันจะไปท่องเที่ยว”, “ถ้าฉันออกจากงาน ฉันจะมีเวลาออกกำลังกายลดความอ้วน”, “ถ้าฉันออกจากงาน ฉันจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้”

“ถ้าฉันออกจากงาน ฉันจะมีความสุข”

ดูก่อน เพื่อนเอ๋ย …

ตอนสมัครงานเธอตกลงอะไรกับบริษัทไว้ เธอตกลงกันเรื่องเงินเดือน เธอตกลงกันเรื่องสวัสดิการ เธอตกลงกันเรื่องโบนัส เธอตกลงกันเรื่องวันหยุด แต่บริษัทไม่ได้สัญญิงสัญญากับเธอหนิว่า จะให้ความสุข แล้วทำไมทำๆไปอยู่ๆจะมาโอดครวญเรียกร้องหาความสุขจากที่ทำงานล่ะ

เธอทำงาน แลกเงิน บริษัทได้งาน จ่ายเงิน ถ้าเธอออกจากงาน เธอก็ไม่ได้เงิน ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องความสุขเลย มันคนละประเด็นกัน

ความสุข เธอต้องหาเอง

และการเอาความสุขมาผูกติดกับความฝันราวกับว่า ถ้าได้ออกไปท่องโลกกว้างวิ่งตามความฝันนั้นจะเป็นตัวการันตีความสุขในชีวิต มันก็ออกจะผิดประเด็นไปหน่อย

หากการท่องโลกกว้าง คือความฝันในวัย 22 ปี แต่เธอเลือกที่จะทำงานเก็บเงิน จึงไม่ได้ทำตามฝันนั้น และหันเหความฝันไปเป็นการได้งานที่ดี เงินเดือนเยอะแทน ในวัย 30 เมื่อเต็มอิ่มจากงาน เธอก็น่าจะมองหาความฝันอันใหม่ ไม่ใช่กลับไปหาความฝันที่หมดอายุไปแล้วในวัย 22 อาจจะเป็นความฝันที่คล้ายอันเดิม แต่จะไม่ใช่อันเดิม ความฝันของเธอจะไม่ใช่แค่ท่องโลกกว้างอีกต่อไป แต่อาจจะเป็น ท่องโลกกว้างและมีรายได้ เพราะเธอมีคอนโดต้องผ่อนและนิยมดื่มกาแฟแก้วละ 150 บาทขึ้นมา

นี่เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ เป็นเงื่อนไขในชีวิตที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปต่อสู้ มองมันซะว่าเป็นชุดข้อมูลที่ต้องเอามาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของความฝัน สร้างความฝันที่สดใหม่และเหมาะสมกับปัจจุบัน ไม่ใช่โหยหาความฝันในอดีต ที่สุดท้าย ถ้าเราได้มันมาจริงๆ เราอาจจะได้กลิ่นบูดเน่าเล็กๆแถมมาด้วยก็เป็นได้

 

Leave a Reply