book the asshole survival guide

Book Review: The Asshole Survival Guide (2)

วิธีการเอาตัวรอดจากคนเหี้ย (ต่อ)

หลังจากที่เราวิเคราะห์ตัวเองเสร็จสรรพว่า เราได้ตกไปอยู่ในหลุมแห่งคนเหี้ยแล้ว ทีนี้ก็มาถึงวิธีการจัดการกันบ้าง

  • หาทางให้ตนหลุดพ้นจากวังวนคนระยำให้ได้   แต่ในการที่จะเดินออกมานั้นก็มีวิธีมากมาย หนังสือเขาแนะนำไว้ดังนี้
    • อย่าใช้ความสะใจเป็นที่ตั้ง ในหนังสือยกตัวอย่างสจ๊วตคนหนึ่งที่เหลืออดเหลือทนกับผู้โดยสารนิสัยแย่ จนกระทำการอุกอาจขึ้นมาด้วยการประกาศด่าผู้โดยสารคนนั้นผ่านไมโครโฟนบนเครื่อง ด่าเสร็จ เปิดประตูฉุกเฉิน ปล่อยสไลเดอร์ แล้วฮีก็ถลาตัวออกไปเลยจ้ะ หลังจากนั้นฮีก็เป็นข่าวดังชั่วข้ามคืน มีรายการมาสัมภาษณ์มากมาย มีแม้กระทั่งไปพูดในรายการตลก แต่ต่อมาก็โดนสายการบินฟ้องยับเลยจ้ะ โดนไล่ออก เป็นหนี้เพราะต้องจ่ายค่าเสียหายให้สายการบิน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของความสะอกสะใจแบบไร้สติ ดูเจ๋ง ดูเก๋ อยู่ 2 วัน ที่เหลือก็รับกรรมต่อไป
    • อย่าออกมาแบบไม่เผาผี (ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า bridge burning นี่ไม่รู้จะแปลยังไง คงประมาณนั้นมั้ง แบบเผาสะพานทิ้ง ไม่มีทางให้เดินทางกลับไปอีก) เป็นคำเตือนจากผู้เขียนว่า ในเรื่องของหน้าที่การงาน วงการมันแคบ จะทำอะไรก็คิดให้ดีว่า มันอาจจะกระทบกับการหางานในอนาคต เพราะฉะนั้นจงรอบคอบ และทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด อย่าทำแบบเขาเหี้ยมา เราเหี้ยกลับ โยนระเบิดก้อนใหญ่แล้วสะบัดก้นเดินออกมา เพราะมันจะทำให้เราเป็นที่ครหาได้
    • หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เป็นเทคนิคการเอาตัวรอดแบบระยะสั้น เช่น เมื่อเราต้องประชุมหรืออยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เริ่มมีลางความเหี้ย ให้อยู่ๆเราก็มีธุระเลย พูดสั้นๆ น้อยๆ ไม่ต้องอธิบายเยอะ แต่ทำให้ชัด ตัวอย่างจาก ผู้จัดการท่านหนึ่ง ที่เกลียดการประชุมกับเหล่าคนใหญ่โตมาก พอเห็นว่าการประชุมไม่มีสาระใดนอกจากการมานั่งโดนด่าแล้ว เขาก็จะอ้างขึ้นมาทันทีว่า ขอโทษที ผมต้องออกไปโทรศัพท์หาแม่ที่อายุ 80 กว่าก่อน แล้วก็เดินออกมาเลย พอเดินออกมาก็โทรมาแม่จริง ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ คุยเล่นเฉยๆ ไม่มีอะไร (แต่เขาก็ไม่ได้โกหกไง)
    • วังวนคนระยำในโลกออนไลน์ อันนี้ง่าย ignore, unfriend, block ไปเลยจ้ะ ไม่ต้องแคร์ ยิ่งเป็นคนที่ไม่รู้จักด้วยแล้ว ลองคิดง่ายๆว่า ในชีวิตจริงเราจะมานั่งฟังความเห็นของ “นายกะเพราของเรา เอาเผ็ดเผ็ด” หรือ “นางสาวรอเจอ คนที่ใช่” มั้ย ความน่าเชื่อถืออยู่ตรงไหน แค่ใช้ชื่อปลอมก็ดูน่าอดสูแล้ว เพราะฉะนั้นในโลกเสมือนจริงก็เช่นกัน อย่าไปใส่ใจ แต่ทว่า มีงานวิจัยออกมาว่า cyber bully หรืออันธพาลออนไลน์เหล่านี้มักจะซ่อนตัวอยู่ในหมู่คนที่เรารู้จักเสียมากกว่า เรามักจะมี “เพื่อน” มี “ผู้หวังดี” มี “คนวงใน” มีอะไรต่อมิอะไรมากมายมารบกวนจิตใจเรา วิธีที่ดีที่สุดคือ เพิกเฉยใส่ ตัดออกจากสารบบไปเลย

ในกรณีที่ชีวิตมีเงื่อนไข ไม่สามารถเอาตัวออกมาจากวังวนนั้นได้ หนังสือก็แนะนำวิธีการมาดังนี้

  • เทคนิคการหลีกเลี่ยงคนเหี้ย
    • ตรวจสอบก่อนเข้าวงจร ใช้สัญชาตญาณและหาข้อมูลมาสนับสนุนก่อนเดินเข้าไปในวังวนนั้น ในกรณีที่ยังไม่หลุดเข้าไปในวงจร เราสามารถตรวจสอบความเหี้ยห่าของมนุษย์ได้ดังนี้สร้าง
      • Google เลยจ้า
      • ถามเพื่อนบ้างอะไรบ้าง หาคนวงในที่น่าเชื่อถือ ใช้การนินทาให้เป็นประโยชน์
      • ลองหาเหยื่อที่เคยโดนคนๆนั้นเหี้ยใส่
      • สืบประวัติว่า คนคนนั้นเคยอยู่ในวังวนคนเหี้ยอื่นๆมาก่อนมั้ย ถ้าเคยอยู่มาก่อน ความเป็นไปได้ที่จะเหี้ยก็จะสูงมาก มีผลวิจัยออกมาว่า นิสัยเหี้ยนี้เป็นโรคติดต่อ อยู่ในกลุ่มนานๆก็จะติดมาด้วย
      • ความประทับใจแรก (first impression) เอาตั้งแต่ตอนติดต่อครั้งแรกเลยว่า ถ้าเราเริ่มตะหงิดกับคนๆนั้นว่า ทำไมตอบอีเมลแบบนี้ ทำไมคุยโทรศัพท์แล้วดูวีนเหวี่ยง ก็มีแววว่าเขาจะเหี้ย
      • ความประทับใจครั้งที่สอง (second impression) ถ้าครั้งแรกเราแค่สงสัย เราอาจจะยังไม่ฟันธง แล้วยอมนัดเจอ แต่ครั้งที่สองเมื่อเจอตัวเป็นๆนี่แหละ จะบอกได้ชัดเจนมากว่า ควรมีครั้งที่สามมั้ย
      • สังเกตว่า เขาปฏิบัติกับเพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ด้อยกว่า (เช่น เด็กเสิร์ฟ, แม่บ้าน) อย่างไร คนเรามันจะแสดงธาตุแท้กันก็ตรงนี้ ลองตั้งใจดูความสัมพันธ์ของเขากับมนุษย์ทั่วไปดีๆ วิธีการมอง การสบตา ภาษากาย สิ่งเหล่านี้มันบอกได้หมด
      • ฟังว่า เขาพูดถึงคนอื่นยังไง คนที่พูดถึงเพื่อนตัวเองในแง่ลบ มันน่าคบมั้ยล่ะ คิดดู
    • สร้างระยะห่าง ระยะห่างในที่นี้หมายถึง ระยะที่เป็นรูปธรรมจริงๆ เช่น ยืนให้ห่าง อย่าไปนั่งใกล้ เอาฉากมากั้นระหว่างโต๊ะทำงาน ถ้าย้ายโต๊ะได้ก็ย้าย ในหนังสือยกตัวอย่างกรณีของอาจารย์ท่านหนึึ่งที่ขี้โอ้อวดและดูถูกเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยทุกคน ทางเจ้าหน้าที่เลยจัดการหา”ออฟฟิศใหม่” ให้อาจารย์ เป็นการเชิดชูเกียรติยศว่า อาจารย์คงต้องการพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งออฟฟิศนั้นอยู่ไกลมากจ้ะ ว่ากันว่า ถ้าเราสามารถสร้างระยะห่างจากคนเหี้ยได้อย่างน้อย 50 เมตร ปฏิสัมพันธ์ที่เราจะมีต่อเขา สามารถเทียบเท่ากับเขาอยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศได้เลย
    • ทำทุกอย่างให้ช้าลง (slow the rhythm) ข้อนี้หยิบมาจากเทคนิคที่เขาใช้สอนพนักงานรับโทรศัพท์ (call centre) ทั้งหลายว่า ถ้าเจอสถานการณ์คับขัน คนวีนเหวี่ยงใส่ ให้หยุด หายใจลึกๆ พูดให้ช้าลง ด้วยเสียงที่อ่อน และพูดให้เบา อันนี้เจ๋งมาก เราชอบ และเราว่าจะเอาไปใช้ มันเป็นธรรมชาติของคนที่พอโกรธก็จะเสียงดัง เสียงแหลมขึ้น พอเจอสิ่งที่ตรงข้ามมากๆ มันจะปรับตัวไปโดยอัตโนมัติ พออีกฝั่งพูดเบา มันก็จะทำให้เขาหยุดและตั้งใจฟังมากขึ้น พออีกฝั่งเย็นใส่ ที่เขาร้อนๆมาก็จะคลายลงหน่อย
    • จงเป็นคนไร้ตัวตน คนบางคนจะมีวิธีการเหี้ยใส่เราด้วยการทำเหมือนเราไร้ตัวตน (เอาจริงๆเราเคยเจอคนแบบนี้หลายคนมาก) จงอย่าเป็นเดือดเป็นร้อน เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ เขาต้องการให้เรารู้สึกไร้ค่า ไร้ความหมาย จงมองสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะเมื่อเราไร้ตัวตนแล้ว เราจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับคนเหี้ยคนนั้นอีก อย่าไปทำตัวเป็นเป้า และอย่าตกหลุมพราง
    • หาไม้กันหมา ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า shield ที่แปลว่า โล่ หรือเกราะกำบัง แต่มันไม่สะใจปากเรา เลยขอเสริมแต่งเสียหน่อย ไม้กันหมาในที่นี้ก็มักจะเป็นเจ้านาย ถ้าเราได้เจ้านายดีจะมีชัยไปกว่าครึ่ง
    • หาพวก การหาพวกในที่นี้ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงว่า เราจะเผลอไผลไปเป็นคนเหี้ยเสียเอง เราต้องหากลุ่มที่จะช่วยเหลือ ปกป้อง และพากันไปในทิศทางที่ดี อาทิ คอยเตือนกันว่า วันนี้พี่คนเลวเขาอารมณ์ไม่ดีนะ เขาอาจจะเพิ่มเลเวลความเลวใส่เรา เราจะได้เตรียมใจไว้ทัน อะไรประมาณนี้
    • หาพื้นที่ปลอดเหี้ย ที่หมายถึงพื้นที่จริงๆ เช่น ห้องพักสต๊าฟที่ที่ลูกค้าจะเข้ามาโวยวายไม่ได้ หรือวิ่งเข้าห้องน้ำไปกรี๊ดซักสองสามที เอาให้ได้หายใจหายคอหน่อย การเอาตัวออกมาจากหมู่มวลคนเวรตะไลได้ แม้จะเป็นเวลาอันสั้นๆ ก็จะช่วยต่อลมหายใจเราได้เหมือนกัน

ตอนแรกว่าจะเขียนให้จบสองตอน เขียนไปเขียนมา ยาวมาก คือหนังสือเขาก็เล่มหนาอยู่อ่ะนะ พยายามสรุปให้สั้นที่สุด แต่ก็เริ่มมันมือ ตอนต่อไปจะเป็นตอนสุดท้ายละ สัญญา

Leave a Reply