book the asshole survival guide

Book Review: The Asshole Survival Guide (1)

โดยปกติแล้วเป็นคนไม่อ่านหนังสือจำพวก How-to ใดๆทั้งสิ้น แต่มาสะดุดตาสะดุดใจกับหนังสือเล่มนี้จากที่ The Matter จั่วหัวเอาไว้ในบทความหนึ่งว่า

“ก่อนคุณจะไปหาหมอเพื่อตรวจว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า ให้คุณตรวจก่อนว่ารอบๆ ตัว เต็มไปด้วยคนเหี้ยๆ หรือเปล่า”

ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อความที่แปลมาจากหนังสือเรื่อง The Asshole Survival Guide เลยเกิดสนใจใคร่รู้แล้วไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน แต่เนื่องจากไม่เคยเขียนรีวิวหนังสือมาก่อนและไม่เคยอ่านด้วยว่าเขาเขียนกันยังไง เลยจะขออนุญาตเขียนตามใจตัวเอง จะเล่าเท่าที่อยากเล่า จะใส่ความเห็นตามที่อยากบอกละกัน

มาพูดเรื่องโครงสร้างและวิธีการเขียนของหนังสือก่อน

ถือเป็นหนังสือที่อ่านง่ายมาก ผู้เขียนเขียนตามครรลองของการเขียนหนังสือฮาวทูทั่วไป คือขึ้นมาด้วย Thesis statement บอกว่าจะเขียนเรื่องอะไร แล้วตามมาด้วย จะเขียนอย่างไร รวมไปถึงเกริ่นนำรายละเอียดของแต่ละบทว่าจะเจอเนื้อหาอะไรบ้าง ในแต่ละบทก็จะมีการเขียนย้ำอีกครั้งตอนขึ้นต้นว่า เรากำลังจะอ่านเรื่องอะไร รวมไปถึงกล่าวอ้างย้อนไปบทนั้นบทนี้ ทำให้เวลาอ่านจะเห็นภาพรวม ที่มาที่ไป และวิธีการเชื่อมโยงของผู้เขียน นับเป็นหนังสือที่เขียนได้ดีเลยแหละ น่าจะได้อ่านก่อนเขียนวิทยานิพนธ์

หนังสือเล่มนี้มีการอ้างถึงงานวิจัยว่าด้วยศาสตร์แห่งการเป็นคนระยำไว้เยอะมาก มีการสัมภาษณ์คนทำวิจัยในสาขาต่างๆทั้งจิตวิทยา สังคมวิทยา และมานุษวิทยา เลยทำให้เห็นมุมมองในการวิเคราะห์คนระยำตำบอนที่หลากหลายออกไป ผู้เขียนสามารถเขียนสรุปงานวิจัยยากๆมากมายออกมาให้อ่านง่าย ทฤษฎีไม่แยะ และที่สำคัญคือเอามาสรุปให้เลยว่า เราควรจะทำอย่างไรเมื่อเจอกับบุคคลร้ายกาจเหล่านั้น

ในส่วนของเนื้อหา จริงๆเราไม่รู้สึกว่า มีอะไรที่แปลกใหม่ หลายๆความคิดและวิธีในหนังสือเป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว แต่แค่พอเขียนออกมาเป็นข้อๆ พร้อมมีตัวอย่าง (ที่มาจากประสบการณ์จริงของผู้คนมากมายที่เขียนอีเมลมาปรึกษาผู้เขียน) มันเลยเห็นภาพชัดมากขึ้น

ขอสรุปมาแต่สิ่งที่คิดว่ามันเป็นประโยชน์กับตัวเราเองละกันนะ

วิธีการเอาตัวรอดจากคนเหี้ย

เริ่มจากวิเคราะห์ตัวเองก่อน

  • เราเจอคนเหี้ยอยู่รึเปล่า   ในบางครั้งที่คนมาเหี้ยใส่ เราอาจจะเกิดอาการงงๆมึนๆ เพราะมนุษย์เหล่านี้มีวิธีการที่แยบยลและหลากหลาย เราจึงต้องเริ่มจากการวิเคราะห์อาการของตนหลังเจอเหตุการณ์ระยำก่อนว่า สิ่งที่เราเจออยู่นี้มันแย่แค่ไหนและเราควรตั้งมือรับมันอย่างไร
  1. คนคนนั้นทำให้เรารู้สึกไร้ค่าหรือไม่ สัญญาณที่จะบ่งบอกได้ดีคือ เวลาเราพูดคุยกับคนเหี้ย เราจะรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าเสียเหลือเกิน โดนดูถูก ถูกกดขี่ รู้สึกหมดพลังในการดำเนินชีวิตต่อ ถ้าใช่ …มาถูกทางแล้วค่ะ คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่กับคนเหี้ย
  2. ระยะเวลาที่ต้องใช้เวลาร่วมกับคนเหี้ย ถ้าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ บางทีเราอาจจะต้องปล่อยผ่าน อย่าเอามาใส่ใจ เพราะมันจะเสียเวลาชีวิตมากที่ต้องไปต่อสู้กับเขา แต่ถ้าเป็นเจ้านาย เป็นคนในที่ทำงาน เป็น “เพื่อน” อันนี้ยากละ อ่านต่อค่ะ
  3. คนที่เหี้ยใส่เรานั้น เขาเหี้ยชั่วคราว หรือ เหี้ยถาวรแบบมีใบประกันคุณภาพ เพราะบางครั้งเขาอาจจะเจออะไรแย่ๆมา แล้วเราไปอยู่ในจังหวะที่เขาจะระเบิดพอดี ข้อนี้ต้องใจเย็นๆอย่าไปรีบตัดสินใคร ลองทำความเข้าใจเขาก่อน
  4. ความเหี้ยที่เราเจอนั้น เกิดจากตัวบุคคล หรือเกิดจากระบบ ในที่นี้หนังสือพูดถึงบริบทของที่ทำงาน ระบบการทำงานหรือวัฒนธรรมองค์กรก็สามารถส่งเสริมให้คนเหี้ยได้ อันนี้ก็ต้องดูให้ดี
  5. สถานะของเรากับคนเหี้ย เรามีอำนาจอยู่ในระดับเดียวกันกับเขา หรือด้อยกว่า หรือสูงกว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราประเมินสถานการณ์ได้ว่า เราควรจะเสี่ยงไปต่อกรกับเขา หรือใช้วิธีหลบเลี่ยง หรือใช้วิธีการให้คนที่อยู่ในระดับเดียวกันกับเขาไปสู้แทน
  6. ข้อนี้สำคัญ สุดท้ายกลับไปที่ว่า เรารู้สึกทรมานแค่ไหนที่ต้องอยู่กับคนพวกนี้ เราคิดมากไปเอง หรือมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจแล้วพอใครมาทำอะไรก็เอามาเป็นประเด็นไปซะหมดรึเปล่า บางทีเราเจอคนพูดจากระแนะกระแหนใส่ มันก็ทำให้อารมณ์เสีย แต่พอกินขนมอร่อยๆเราก็ลืม ในขณะที่ถ้าเราเจอคนหักหลังเราหนึ่งครั้ง จิตใจเราแตกสลายและส่งผลให้ไม่สามารถไว้ใจใครได้อีกไปเป็นปีๆ วัดระดับความเสียหายทางจิตใจของตัวเองให้ดี แล้วประเมินออกมาว่า มันคุ้มค่ากันมั้ย
  • เราหลอกตัวเองว่าเราไม่ได้เจอคนเหี้ยอยู่หรือเปล่า   อย่าโกหกตัวเอง บางทีเราก็เกิดจะมีจิตใจงดงามปานนางฟ้า พยายามหาเหตุผลเข้าข้างคนอื่นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้เราตกอยู่ในสังคมต่ำตมและจมลึกไปเรื่อยๆ นี่คือตัวอย่างสิ่งที่เหล่านางฟ้าเทวดายกมาหลอกตัวเอง
  1. ประโยคปฏิเสธความจริง “มันก็ไม่ได้แย่อะไรนะ” …คือ ถ้าเริ่มคิดประโยคนี้ขึ้นมา แปลว่ามันแย่จ้ะ
  2. ประโยคแห่งความหวัง “เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ดีขึ้นเอง” นี่เธอ…ถ้ามันจะดีขึ้น มันดีขึ้นนานละ
  3. ประโยคผัดวันประกันพรุ่ง “ถ้าทำงานนี้/โปรเจคนี้เสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะออกไปจากวังวนบ้าๆนี้ทันที” หรือรอหาจังหวะที่เหมาะในการออกจากงาน … อันนี้เราเจอเยอะในหมู่เพื่อนเราเอง สุดท้ายไม่มีใครได้ออกมาซักคน เพราะโปรเจคนี้เสร็จ ก็มีโปรเจคใหม่เข้ามา มันเป็นแค่การหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญปัญหาเฉยๆ
  4. ประโยคปลอบใจตัวเอง “ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายจากคนเหี้ยเหล่านี้ แถมยังได้คอนเนคชั่นอีกด้วย” … เธอรู้ไหมว่า เธอสามารถเรียนรู้จากคนดีๆได้เหมือนกัน แล้วคอนเนคชั่นที่ได้นี่ เป็นคอนเนคชั่นเหล่าคนเหี้ยด้วยรึเปล่า คิดสิคิด
  5. ประโยคของผู้กล้า “ฉันนี่แหละที่จะเปลี่ยนแปลงมันเอง ฉันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น จะทำให้โลกสงบสุข” …จ้าาาาา
  6. ประโยคของผู้มุ่งมั่น “ฉันจะสู้ จะพิสูจน์ให้ได้ว่าฉันเป็นคนจริง จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ” … บางทีเราก็ต้องดูเนอะว่า เราจะใช้พลังงานไปกับอะไร มุ่งมั่นผิดทิศผิดทาง มันก็เหนื่อย
  7. ประโยคของผู้แพ้ ” คนอื่นเขาเจออะไรแย่กว่านี้ตั้งเยอะ ที่ฉันเจอมันไม่เท่าไหร่หรอก”, “ที่นี่มันก็ไม่ได้ดีนัก แต่ที่อื่นอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้” …ผิดจ้ะ ส่วนตัวเราเกลียดข้ออ้างแบบนี้มาก จะอ้างทั้งทีทำไมยังอ้างได้ห่วยขนาดนี้อีก

อ่ะ เอาเท่านี้ก่อน เดี๋ยวมาเขียนต่อในตอนต่อไป

ระหว่างนี้ ดูตัวเองให้ออก วิเคราะห์สถานการณ์ตัวเองให้ได้ว่ากำลังเจอกับอะไร แบบที่ไม่เข้าข้างตัวเอง และไม่เข้าข้างคนอื่นมากเกินไป สุดท้าย หนังสือเตือนไว้ว่า จงมั่นใจ แต่อย่าฟันธง เพราะหากเราเผลอตัดสินใครไปว่าเขาเหี้ย โดยที่เราไม่วิเคราะห์ให้ดีซะก่อน เรานั่นแหละจะกลายเป็นคนเหี้ยเอง

 

 

2 thoughts on “Book Review: The Asshole Survival Guide (1)
  1. ชอบๆอ่านแล้วขำ^^ได้ประโยชน์ดีมากอ่า

Leave a Reply