book the asshole survival guide

Book Review: The Asshole Survival Guide (3)

จบเทคนิคหลีกเลี่ยงไปแล้ว มาดูเทคนิคอื่นๆต่อบ้าง

  • เทคนิคการสร้างภูมิคุ้มกัน
    • อย่าเก็บเอามาคิดเป็นเรื่องส่วนตัวและอย่าโทษตัวเอง เพราะคนจะเหี้ย เขาเหี้ยใส่ทุกคน เราไม่ได้โดนคนเดียว นั่นแปลว่า มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา
    • มองว่าเป็นธรรมชาติของเขา คือ คนเหี้ยก็ต้องเหี้ยสิ จะให้เขาทำอะไร เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว เราก็จะไม่ประหลาดใจมากว่า ทำไมเขาถึงเหี้ยได้เบอร์นี้ เพราะมันเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมดาของคนแบบเขา
    • ให้มองไปที่เป้าหมายหลัก มองหาจุดประสงค์ที่เรายังทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่นี้ แล้วมุ่งมั่นไปให้ถึงเป้าหมาย จะช่วยให้เรามองข้ามสิ่งกวนใจไปได้
    • อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ วางตัวให้เหนือกว่า อย่าไปเกลือกกลั้ว
    • มองว่าเป็นเรื่องตลก อย่าไปคิดเป็นจริงเป็นจังกับคนพวกนี้ ในหนังสือยกตัวอย่างกรณีทหารหญิงฝึกหัดคนหนึ่ง ที่เธอมักจะโดนผู้บังคับบัญชาตะคอกใส่หน้า พูดจากระโชกโฮกฮากใส่ ทุกครั้งที่โดนด่าแบบไร้เหตุผล เธอจะคิดวิเคราะห์ว่า วันนี้คนเหี้ยคนนั้นใช้วิธีการอะไร ตอนตะโกนใส่หน้า น้ำลายพุ่งมั้ย หน้าตาตอนโกรธของเขาบิดเบี้ยวผิดรูปไปแค่ไหน ซึ่งบางครั้งเธอก็เผลอหลุดหัวเราะไปต่อหน้าเขาเหมือนกัน อันนี้ต้องระวัง
    • จงสงสารคนเหี้ย อารมณ์ประมาณเมตตาธรรม ค้ำจุนโลก เข้าสายธรรมะไปเลย ดูสิ เธอ ชีวิตเขาต้องไม่มีความสุข ไม่มีคนรัก ไม่มีคนสนใจแน่ๆ เลยเลือกแสดงออกด้วยวิธีการเหล่านี้ (อันนี้ฉันเติมเอง หนังสือบอกแค่ว่า ให้สงสาร)
    • Emotional Detachment Technique เทคนิคการถอดอารมณ์ (ขออภัยจริงๆไม่รู้จะแปลยังไง)
      • ระดับ 1 สำหรับคนเหี้ยแบบชั่วคราว ประมาณมาเหวี่ยงมาพาลตอนอารมณ์เสียเฉยๆ อันนี้เราสามารถสร้างภูมิได้ง่าย ระหว่างที่เขาเหวี่ยง เราก็เอาใจไปคิดเรื่องอื่นๆที่จะทำให้เรามีความสุข เช่น พักกลางวันจะกินอะไรดี เลิกงานไปดูหนังดีกว่า อะไรงี้
      • ระดับ 2 สำหรับคนเหี้ยถาวรแบบมีใบประกันคุณภาพ ผู้เขียนแนะนำให้เราใช้วิธีผสมผสานกับคุณทหารหญิงข้างต้น คือนอกจากจะมองว่าเป็นเรื่องตลกแล้ว ให้ใช้จินตนาการอันล้ำค่าของเราไปให้ไกลกว่านั้น เช่น จินตนาการว่าเราเป็นจิตแพทย์ แล้วฟังคนไข้แสนเหี้ยคนนี้ระบายอารมณ์อยู่
      • ระดับ 3 สำหรับคนเหี้ยถาวรแบบมีใบประกันคุณภาพ และเราจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเขาตลอดเวลา ผู้เขียนแนะนำให้เราทำตัวเป็นหุ่นยนต์ไปเลย ถอดออกซึ่งอารมณ์ทุกสิ่งอัน ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของเราไป

เลี่ยงก็แล้ว ป้องกันก็แล้ว คราวนี้มาถึงการต่อกรกันบ้าง

  • เทคนิคสู้เหี้ย
    • ประเมินอำนาจบารมีนิดนึง อย่าใจร้อนและอย่ามั่นใจเกินไปว่าเราจะกำจัดเหี้ยได้ เพราะถ้าไม่สำเร็จขึ้นมา จะซวยกว่าเดิม
    • เก็บหลักฐานความเหี้ย ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ, วีดีโอ, คลิปเสียง, หรือแม้กระทั่งอีเมล เพราะเหี้ยนั้นดิ้นได้ และมีลูกเล่นแพรวพราว เราจะต้องรอบคอบและจัดการให้อยู่หมัด
    • ผูกมิตรกับพวกพ้องที่โดนเหี้ยใส่เหมือนกัน เอาไว้เป็นพยาน บางทีสู้คนเดียวมันก็เหงา
    • เมื่อเก็บหลักฐาน หาพยานเรียบร้อย ก็ดำเนินการเลยจ้ะ ส่งเรื่องต่อไปยังคนที่มีอำนาจมากกว่า แต่ต้องดูด้วยนะว่า เขาอยู่ในสายเหี้ยรึเปล่า คนที่มีอำนาจมากกว่าในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้านายใหญ่เสมอไป อาจจะเป็นฝ่ายบุคคลที่สามารถเข้ามาช่วยดูแล หรืออาจจะเป็นสื่อมวลชน นักข่าว กรมแรงงาน อะไรก็ว่าไป
    • ใช้ความสงบสยบทุกความเคลื่อนไหว เมื่อใครเหี้ยใส่ เราต้องนิ่งสู้ อย่าให้เขาปลุกปั่นอารมณ์เราไปได้ พยายามก้าวข้ามผ่านความก้าวร้าวหยาบคายของคนเหี้ย แล้วมองไปถึงจุดประสงค์หลักของเขาให้ได้ แล้วโต้กลับในประเด็นนั้น จะทำให้เราเหนือกว่าและเป็นมืออาชีพกว่าขึ้นมาทันที
    • ใช้ความรักเข้าสู้ ผู้เขียนบอกว่า บางทีเราต้องทุ่มพลังแห่งความดีงามใส่คนเหี้ยเข้าไปไม่ยั้ง ย้ำบ่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเขาจะดีขึ้นเอง (อันนี้ตอนอ่าน ไม่เชื่อสุดๆ กรอกตา เบะปาก รัวๆ)
    • คำเตือน
      • อย่าหุนหันพลันแล่น ไม่คิดตริตรองให้ดีก่อนสู้ ห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด
      • อย่าเผชิญหน้าแบบตรงๆ โดยขาดหลักฐานและพวกพ้อง
      • อย่าทำตัวขี้ขลาด หรือเป็นคนเหี้ยซะเอง เช่น แก้แค้นด้วยวิธีสกปรก
      • จงระวังติดโรคเหี้ย
      • ขอความช่วยเหลือจากคนเหี้ยคนอื่น เพราะมันจะทำให้ปัญหาซับซ้อนเข้าไปอีก

ผู้เขียนยังทิ้งท้ายไว้อีกว่า ก่อนจะสู้ เราต้องเลือกสนามรบด้วย (Be careful about picking your battles) คือไม่ใช่สู้ไปทั่ว วันๆไม่ได้ทำงานทำการกันพอดี มัวแต่รบกับเหี้ย

จริงๆหนังสือมีเนื้อหาที่น่าสนใจอีกหลายบท แต่อย่างที่บอก เราเลือกมาเขียนเฉพาะที่โดนใจเรา และยังจำได้อยู่ แน่นอนภาษาของหนังสือเขาสุภาพและมีหลักการกว่าเรามากนัก มีตัวอย่างความเหี้ยในโลกนี้เยอะมาก วิธีการเขียนค่อนข้างเรียบง่าย ธรรมดา ไม่มีอารมณ์อะไรมากมาย เราอ่าน แปลในใจ แล้วเอามาเขียนในเชิงออกความเห็นนิดๆ บวกกับประสบการณ์ที่เคยโดนมากับตัวเอง สำนวนภาษามันเลยจะพรั่งพรูหน่อยๆ หวังว่าจะไม่ทำให้หนังสือเขาเสียหายหรือดูร้ายกาจ

ขอจบการรีวิว&สรุปหนังสือเพียงเท่านี้ เขียนยาวราวกับจะเขียนหนังสือเล่มใหม่เลยทีเดียว ขอบพระคุณที่ตามอ่านกัน

2 thoughts on “Book Review: The Asshole Survival Guide (3)
    1. ยิ่งสู้บ่อยจะยิ่งเก่งนะ เก่งมากๆเข้าก็เอาใส่ไว้ในเรซูเม่ได้เลย เป็นความสามารถพิเศษ 555

Leave a Reply