book review simplify life

Book Review: Simplify your life (1)

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนาที่ผ่านมาไปเที่ยวบ้านเพื่อนในป่ารกชัฏ  ไร้สัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตใดเป็นเวลาเกือบสัปดาห์ เลยได้ทำความรู้จักกับหนังสือเล่มเล็กๆน่ารักๆเล่มนี้

“Simplify Your Life: 100 ways to slow down and enjoy the things that really matter” by Elaine St.James

แปลเอาเองว่าทำชีวิตให้ง่ายขึ้นหน้าตาและชื่อเรื่องเหมือนหนังสือ how to ที่มีอยู่ดาษดื่นตามท้องตลาด พอได้อ่านมันก็คือ หนังสือ how to ที่มีอยู่ดาษดื่นตามท้องตลาดนั่นแหละ แต่ทว่าศัพท์แสงภาษาที่นักเขียนใช้นั้นจัดจ้านถูกใจเรายิ่งนัก กัดมนุษย์พอแสบๆคันๆ แต่ไม่ถึงกับเกลียดโลกไปซะหมด วิธีการคิดของเขาก็น่าสนใจ หลายอย่างที่หนังสือเล่าเป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว แต่ไม่ทำซะที หรือเป็นเรื่องที่เราทำอยู่แล้วแต่ทำแบบอิเหละเขะขะ เลยแทนที่ชีวิตจะง่ายขึ้น กลับกลายเป็นยากเพราะมีหลายมาตรฐานเหลือเกิน

หนังสือแบ่งออกเป็น 8 หัวข้อใหญ่ๆ พยายามจะคลอบคลุมทุกภาคส่วนของชีวิต อาทิ บ้าน (การจัดการที่อยู่อาศัย), ไลฟ์สไตล์, การเงิน, การงาน, สุขภาพ, ชีวิตส่วนตัว, เรื่องของผู้หญิงๆ, และหัวข้อสุดท้ายในกรณีที่เราต้องการชีวิตง่ายแบบสุดโต่งสุดๆ

จะว่าไปดูเป็นหัวข้อในการดูดวงยังไงไม่รู้ 555

ขออนุญาตเลือกเนื้อหามาเล่าเฉพาะอันที่ถูกใจละกันนะ จะได้เป็นการบันทึกไว้เตือนตัวเองให้ทำด้วย

  • ลดปริมาณขยะในบ้าน: คำว่าขยะในที่นี้หมายถึง ของที่เราไม่ได้ใช้เป็นเวลา 1 ปีหรือมากกว่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นของเสีย เก่า หรือทรุดโทรม เป็นอะไรก็ได้เลย แต่แค่มันไม่มีประโยชน์สำหรับเรา (ซึ่งมันอาจจะมีประโยชน์สำหรับคนอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้น บริจาคไปจ้ะ อย่าเสียดาย)

          ข้อนี้ค่อนข้างคล้ายกับหนังสือวิธีจัดบ้านของคนมาริ* คือ จะจัดทั้งทีต้องสังคยานามันทั้งบ้าน เพราะจะมีโอกาสสูงมากที่เราย้ายขยะจากห้องหนึ่งไปซ่อนไว้อีกห้องหนึ่ง อารมณ์หลอกตัวเองกลายๆ เลยทำให้จัดยังไงก็ไม่เสร็จซักที และที่สำคัญควรทำเป็นประจำ จะ 6 เดือนครั้ง หรือปีละครั้ง ก็แล้วแต่จะพิจารณา แต่หนังสือเขาแนะนำว่า ช่วงแรกๆให้ทำบ่อยหน่อย แล้วเราจะเลิกเสียดายของไปเอง จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าอะไรไม่จำเป็นกับชีวิต

  • ในกรณีที่มีของบางอย่างที่ไม่ได้ใช้ แต่ยังไง๊ยังไงก็ทำใจทิ้งไม่ได้ เขาก็มีเทคนิคมานำเสนอ ด้วยการให้เอาของเหล่านั้นรวบรวมใส่กล่องกระดาษไว้ ไม่ต้องแปะป้ายว่าข้างในมีอะไรบ้าง ปิดเทปให้สนิท เขียนวันที่บนกล่องไว้ประมาณ 2-3 ปีหลังจากวันที่แพ๊ค แล้วเอาไปเก็บไว้ในห้องเก็บของ ถ้าสองสามปีให้หลังเราเดินผ่านกล่องใบหนึ่งที่มีวันหมดอายุเขียนอยู่บนกล่องนั้น ให้เอาทั้งกล่องไปบริจาคทันทีโดยไม่ต้องเปิดดูข้างใน

          เราว่าอันนี้ดี คือถ้า 2 ปีที่ผ่านมา เราอยู่รอดมาได้โดยไม่ต้องมีกล่องนั้นอยู่ เผลอๆจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรในนั้น นั่นแปลว่าในอนาคตเราจะโอเคกับการไม่มีมัน

  • ลดเวลาช้อปปิ้งซื้อของเข้าบ้านลงครึ่งนึง เพราะหลายๆครั้งเราเพลินกับการเดินดูอาหารและเผลอหยิบซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นมา หรือซื้อของที่มีอยู่แล้ว หรือกักตุนของใช้ในบ้านเกินความจำเป็น หรือแม้กระทั่งซื้ออาหารเยอะเกินไปทำให้มีของเสียเหลือทิ้งในตู้เย็นมากมาย วิธีง่ายๆคือจดรายการสิ่งของที่ต้องซื้อก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง วางแผนไปเลยว่า สัปดาห์นี้จะทำอะไรกินบ้าง เช็คให้แน่ใจว่า ที่บ้านขาดอะไร เวลาไปซื้อของก็อย่าเอ้อระเหยลอยชาย เดินมุ่งตรงสู่เป้าหมาย หยิบๆๆตามรายการที่จดไว้ แล้วออกมาเลยจ้ะ

          ข้อนี้เป็นข้อที่เราทำอยู่แล้ว แต่ทำไม่สุด อาทิ จดไว้ดิบดี พอออกจากบ้าน ลืมเอาไปด้วยซะงั้น หรือเอากระดาษที่จดไปด้วย แต่ก็ขอเดินเชยชมมันทุกช่องแถว ทุกชั้นวางของห้างร้าน รู้ตัวอีกที ของเต็มรถ พร้อมกับเวลาที่หายไป 2-3 ชั่วโมง

  • ไม่จำเป็นต้องรับโทรศัพท์ตลอดเวลา เพียงเพราะว่าโทรศัพท์ดัง หรือมีเสียงแมสเสจเข้า ไม่ได้แปลว่า เราต้องหยุดทุกอย่างในชีวิตแล้วไปสนใจมัน คนเขียนเขากล่าวเอาไว้ว่า ในการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีใด ผู้ส่งสารเขาแค่แสดงความจำนงว่าต้องการสื่อสารกับเราเท่านั้น แต่เราเองก็มีสิทธิเลือกเช่นกันว่า ต้องการจะสื่อสารกลับ ตอนนั้น เดี๋ยวนั้น หรือไม่

          เราว่า ข้อเสียของเทคโนโลยีคือ ทุกอย่างมันเร็วเกินไป แล้วทำให้ทุกคนคาดหวังว่า ถ้าไลน์ขึ้นว่า “อ่านแล้ว” เราต้องตอบทันที หรือถ้าเห็นเราออนไลน์ในแอพใดๆ คนก็จะเหมารวมไปว่า ฉันว่าง นั่งสแตนด์บายตอบแชทของเธอ โดยลืมไปว่า มนุษย์ก็มีชีวิตส่วนอื่นที่ต้องจัดการด้วย เส้นแบ่งการให้พื้นที่ส่วนตัวต่อกันและกันมันบางลงและแคบเข้ามาทุกที อันนี้รวมไปถึงตัวเราเองด้วย โดยส่วนตัว เราจะค่อนไปทางโรคจิตนิดๆ คือ รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องอ่าน เพราะตัวเลขในวงกลมสีแดงที่อยู่มุมขวาบนของแอพต่างๆมันสะดุดตา การมีข้อความส่งเตือน (notification) มันทำให้เรารู้สึกว่า มีบางสิ่งยังไม่ได้จัดการ

          พอมาลองคิดดู วันๆเราเสียเวลาไปกับการตอบแชท ตอบอีเมลมากมาย จนบางทีแทบจะไม่ได้ทำงานตามที่ตั้งใจไว้ ไอเดียของหนังสือเรื่องการไม่จำเป็นต้องรับโทรศัพท์ มันมากกว่าการเป็นคนหลบโลก ไม่สื่อสาร แต่มันคือการจัดลำดับความสำคัญในชีวิตตัวเองให้ถูก อย่าเผอเรอปล่อยให้เทคโนโลยีแห่งการสื่อสารควบคุมชีวิตเรา

เอาเท่านี้ก่อน เดี๋ยวตอนสองจะมาวันศุกร์หน้า คิดเห็นอย่างไรมาถกเถียงกันได้ หรือใครมีเทคนิคชีวิตง่ายฉบับส่วนตัวก็มาเล่าสู่ที ตอนนี้ชีวิตฉันยากเหลือเกิน

* วิธีจัดบ้านแบบคนมาริ- Marie Kondo นักเขียนญี่ปุ่นที่ดังเรื่องศาสตร์แห่งการจัดบ้าน หนังสือของนางตีพิมพ์เมื่อปี 2011 และได้รับการแปลออกมาเป็นหลายภาษา (ภาษาไทยก็มีนะ ชื่อว่า ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว) ตอนอ่าน Simplify your life ก็รู้สึกว่าเหมือนคนมาริเวอร์ชั่นฝรั่งนิดๆ แต่ Simplify your life ตีพิมพ์ไปตั้งแต่ปี 1994 แล้ว พออ่านไปเรื่อยๆถึงได้เข้าใจว่า หนังสือมันเกี่ยวกับทัศนคติและมุมมองชีวิตโดยรวมมากกว่า เพียงแต่ว่าเขาเริ่มเรื่องที่การจัดสถานที่อยู่อาศัยก่อน มีบางส่วนของหนังสือที่ยังเชยๆนิดๆ เช่น จะไม่มีการพูดถึงโทรศัพท์มือถือ แทปเล็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์คใด หรือยังพูดถึงการส่งการ์ดคริสต์มาสทางไปรษณีย์อยู่

2 thoughts on “Book Review: Simplify your life (1)

Leave a Reply