book review simplify life

Book Review: Simplify Your Life (2)

book review simplify life

มาว่ากันต่อเรื่องชีวิตง่ายๆ

ได้ฟีดแบ็คมาจากหลายคนเรื่องการกำจัดของว่า หนึ่งในความยากของการกำจัดของคือ ไม่รู้จะเอาไปทิ้ง/บริจาคที่ไหน เราก็เป็นนะ บางทีเราก็เกรงใจ กลัวให้ไปแล้วเป็นภาระ ในขณะที่ที่แคนาดาจะมีหน่วยงานที่รับบริจาคอย่างชัดเจน มีระบบการจัดการ เช่น ถ้าเป็นเสื้อผ้ามือสอง จะทำความสะอาดอย่างไร เอาไปขายต่อ แล้วนำเงินไปช่วยเหลือหน่วยงานใด มีขั้นตอนที่ค่อนข้างโปร่งใส ตรวจสอบได้ แถมบางที่เขาจะประเมินราคาของที่เราบริจาค แล้วออกใบเสร็จให้เอาไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย เมืองไทยน่าจะมีอะไรแบบนี้บ้าง หรือจริงๆก็มี แต่เราไม่รู้เอง ใครมีความรู้โปรดวานบอก

อ่ะ! มาทำชีวิตให้ง่ายต่อดีกว่า ว่าด้วยเรื่องการท่องเที่ยวบ้าง

  • เที่ยวยังไงให้ชีวิตง่ายขึ้น

ในแต่ละครั้งที่จัดกระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อออกเดินทาง เรามักจะมีเสื้อผ้าในวาระต่างๆเผื่อไว้ เช่น ชุดลำลองใส่สบายๆ (casual) ชุดออกงานเผื่อไปกินดินเนอร์หรู ชุดออกกำลังกาย วิธีการจัดกระเป๋าให้ง่ายคือ ขีดฆ่าลิสต์เหล่านั้นออกไปให้หมด เหลือแค่ชุดลำลองเท่านั้นเลยจ้ะ หลังจากนั้น ก็จัดเสื้อผ้าที่คิดว่าจะใช้ แยกออกเป็นกองๆ เสื้อ กางเกง กระโปรง ถุงเท้า ชั้นใน เมื่อคิดว่ามีครบต้องการแล้ว เอาแค่ครึ่งนึงของที่จัดไว้ใส่กระเป๋า ที่เหลือ…เก็บเข้าตู้ตามเดิม

ข้อนี้เห็นด้วยสุดๆจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง เอาเข้าจริงๆเรามักจะจัดของเกินความจำเป็นเสมอ โดยลืมไปว่า เราสามารถซักเสื้อผ้าได้ แล้วถ้าเกิดมีเหตุต้องใช้อะไรจริงๆ ก็สามารถซื้อเพิ่มได้ คือเราไปเที่ยวไง เราไม่ได้ไปบำเพ็ญเพียร การหาซื้อเสื้อผ้าเพิ่ม 1 ชิ้น มันคงจะไม่ลำบากยากแค้นเท่าไหร่นัก

โดยส่วนตัวแล้วเรามักจะเลือกเสื้อผ้าสีเข้ม แห้งง่าย ซักแล้วไม่ต้องรีด และสำหรับผู้หญิง ขอแนะนำเพิ่มว่า กระโปรงยาวเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เราผู้ซึ่งไม่ค่อยใส่กระโปรงในชีวิตประจำวัน แต่เวลาไปเที่ยวมักจะมีติดไว้ตัวนึงเสมอ เพราะใส่สบาย และแต่งยังไงก็ดูไม่โทรม อ่อ ..อย่าลืมว่า เสื้อผ้าทุกชิ้นต้องสามารถ match กันได้ ใช้สลับไปมาได้ทุกตัว ส่วนรองเท้า เรามักจะใส่รองเท้าผ้าใบคู่โปรด เอาที่เดินได้เยอะโดยไม่เจ็บ และติดรองเท้าลำลองเช่น รองเท้าแตะส้นเตี้ยๆ หรือรองเท้าหุ้มส้นแบบโปร่งๆไปด้วยอีกคู่ เผื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นกับผ้าใบ

ส่วนของใช้ในห้องน้ำ สบู่เหลว ยาสระผม ครีมนวด ทรีตเมนท์ น้ำยาซักผ้า อะไรใดๆเหล่านี้ เราไม่เอาไปเลย ไปซื้อเอาข้างหน้า จะได้ไม่ต้องกังวลตอนเอากระเป๋าผ่านจุดตรวจ หรือมานั่งพะวงว่า ขวดอะไรจะแตกกระจายเลอะเสื้อผ้ามั้ย

การเดินทางโดยมีของติดตัวน้อยเป็นสิ่งประเสริฐในชีวิต พอไม่ต้องโหลดกระเป๋าเข้าใต้เครื่อง ก็ไม่ต้องเสียเวลารอ ไม่ต้องเสี่ยงกับกระเป๋าเสียหายหรือสูญหาย ลากกระเป๋าใบเล็กขึ้นเรือ รถไฟ รถเมล์ ก็สะดวก ทำอะไรคล่องแคล่วว่องไว ไม่พะรุงพะรัง ดูคูลๆเก๋ๆ เดินสับขาแบบมั่นใจได้

  • เที่ยวพักผ่อนที่บ้านโดยไม่ต้องออกไปไหน

บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องหนีไปไหนไกลเพื่อที่จะให้ตัวเองรู้สึกว่าได้พัก หนังสือบอกว่าให้ทำบ้านให้เป็นที่ผ่อนคลาย ทำให้น่าอยู่ และลองอยู่บ้านจริงๆดูซักที บางทีเราได้วันหยุดมา แต่ไม่อินกับการเดินทาง ยิ่งพวกวันหยุดราชการที่ทุกคนต่างออกไปเที่ยวพร้อมกัน ก็ไม่ต่างกับไปแย่งกันเที่ยว แย่งกันกิน แย่งกันใช้ เพราะฉะนั้นก็อยู่บ้านมันซะเลยสิ ตั้ง auto reply ในอีเมลว่า หยุดพักผ่อน งดรับโทรศัพท์และตอบไลน์เรื่องงาน ทำตัวราวกับไปเที่ยวต่างประเทศไกลๆ แต่จริงๆก็อยู่ในบ้านนี่แหละ ไปเดินเล่นแถวบ้าน ลองร้านอาหารที่เพิ่งเปิดใหม่ ลองใช้วันหยุดอยู่บ้านแต่ทำตัวราวกับอยู่โรงแรมดูบ้าง ไม่ต้องซักผ้า ไม่ต้องกวาดถู แต่อยู่เพื่อพักผ่อนจริงๆ

  • เสื้อผ้าหน้าผม

นักเขียนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแต่งตัวว่า ผู้ชายมักจะแต่งตัวให้ดูดีได้ง่ายกว่าผู้หญิง เนื่องจากแฟชั่นของผู้ชายมีน้อย มีแค่ 4 ตัวเลือกที่ต้องทำ คือ

  1.  สูท ใส่กับเสื้อและเนคไท
  2.  กางเกง ใส่กับเสื้อเชิ้ต หรือแจ๊คเก็ต
  3.  casual pant ยีนส์ หรือกางเกงขาสั้น ใส่กับ เสื้อโปโล หรือเสื้อยืด
  4.  ชุดทางการ

มันมีอยู่แค่นี้ พอตัวเลือกไม่เยอะ การเลือกให้ถูกก็เป็นเรื่องง่าย ในขณะที่แฟชั่นของผู้หญิงนั้นยากและมักจะเลือกผิดกัน ตัวเลือกของแฟชั่นของผู้หญิงมีมากมายเป็นอนันต์ รายละเอียดเยอะแยะ ไหนจะเนื้อผ้า ไหนจะคอกลม คอวี คอปาด แขนตุ๊กตา หางปลาฟรุ้งฟริ้ง แขนกุดแบบเว้า แบบไม่เว้านั่นนี่ กระโปรงทรงต่างๆ สิบแปดล้านทรง หนังสือเลยแนะนำกันมาดื้อๆว่า ให้แต่งตัวแบบผู้ชายไปซะเลย ซึ่งในที่นี้ไม่ได้แปลว่า เราต้องแต่งตัวให้เหมือนผู้ชาย แต่เป็นวิธีคิดว่า เราจะแต่งตัวยังไงให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น สรุปหมายใจความจากที่เราจำได้คือ 

⇒ เลือกสไตล์เสื้อผ้าที่เรียบง่าย คลาสสิค และเหมาะกับตัวเอง แล้วใส่แค่แบบนั้นแบบเดียว

 ⇒ จัดยูนิฟอร์มให้ตัวเอง เลือกไปเลยว่า เสื้อตัวนี้ใส่กับกางเกงตัวนี้ กระโปรงตัวนี้ใส่กับเสื้อแบบนี้แล้วสวย  และทุกชิ้นควรเป็นสีที่เรียบง่าย เพื่อที่จะสามารถ mix and match ได้กับทุกอย่างในตู้เสื้อผ้า

⇒ จำไว้เสมอว่า ผู้ชายไม่ใช้เครื่องประดับ ไม่มีกระเป๋าถือ และใส่รองเท้าแบบเดียว

ในบางครั้งเราเสียเวลาไปกับการคิดว่า จะใส่อะไรดี การเปลี่ยนกระเป๋าถือแต่ละครั้งต้องย้ายของวุ่นวาย เดี๋ยวลืมนู่นนั่นนี่ ดังนั้นการลดปริมาณทุกอย่างให้น้อยลงจะช่วยให้เราประหยัดเวลา และแถมประหยัดเงินได้ด้วย

  • ใช้เงินแค่ครึ่งนึงจากที่เราหาได้

ที่เหลือเป็นเงินเก็บ เริ่มจากทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อให้ได้เห็นว่า ในเดือนๆนึง เราใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ในช่วงแรกๆอาจจะเริ่มจากเก็บ 10% จากที่หาได้ก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มเป็น 20% 30% จนกระทั่งถึง 50% ฟังดูเหมือนยากและต้องใช้ชีวิตแบบขมขื่น แต่แทนที่เราจะคิดว่า ชีวิตเราต้องขาดอะไรไปบ้าง ให้ลองมองในมุมกลับกันว่า จริงๆแล้วการทำแบบนี้จะทำให้เรารู้ว่าอะไรสำคัญในชีวิตเรา เมื่อเรามีเงินที่ใช้ได้น้อยลง เราก็จะซื้อของน้อยลง ขยะในชีวิตก็น้อยลงตาม ในขณะที่เงินเก็บมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ในสิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ

  • ปิดทีวี (และโซเชียลเน็ตเวิร์ค)

เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เขียนมาตั้งแต่ยุคก่อนโซเชียลเน็ตเวิร์คจะเกิด เราเลยแอบเติมเอง เพราะรู้สึกว่า มันอยู่ในบริบทเดียวกัน หนังสือบอกว่า ทีวีเป็นแหล่งยั่วยุความไม่จำเป็นในชีวิต เพราะคนทำโฆษณาเขาขายของเก่ง ทำให้เราเกิดอยากได้อยากมีในสิ่งที่จริงๆแล้วเราไม่ได้ต้องการ รวมไปถึงพวกละครหรือรายการต่างๆ มันทำให้เราเผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เหมือนพอเราเห็นโฆษณาโลชั่นทำให้ผิวขาวบ่อยๆเข้า ผนวกกับดาราคนดังมากมายที่เขาเลือกมาออกทีวี ก็ผิวขาวใส ดูสวยงาม สิ่งเหล่านี้ทำไปนานๆ มันก็ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกเราว่า ขาว แปลว่า สวย และเราก็เริ่มอยากขาว และเราก็จะสิ้นเปลืองเงินทองไปกับการเปลี่ยนสีผิวตัวเอง และเงินที่เราตั้งใจจะเก็บไว้ครึ่งนึง ก็จะหายไป

สำหรับเราแล้ว ผลกระทบที่เกิดจากการดูทีวีนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเล่นอินสตาแกรม เฟสบุ้ค ทวิตเตอร์ อะไรเหล่านี้เลย การปิดทีวี หรือปิดโลกบางส่วนไปบ้าง มันก็จะช่วยให้เราอยากได้อยากมีน้อยลงและนำไปสู่จัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น

ในหนังสือยังมีอีกหลายหัวข้อ แต่ขอดึงมาเพียงเท่านี้ ใครสนใจลองไปหาอ่านต่อดู และที่สำคัญ หากได้ลองทำ เอาประสบการณ์มาแบ่งปันกันดูบ้าง ตอนนี้เราก็พยายามทำอยู่ ไว้จะมาอัพเดทละกันนะว่า ทำแล้วชีวิตง่ายหรือยากขึ้นยังไง

2 thoughts on “Book Review: Simplify Your Life (2)
  1. โดนแค่หัวข้อเก็บตังค์
    ข้อสุดท้ายทำไม่ได้จริงๆ ตราบเท่าที่ยังทำงานในแวดวงอยู่
    กับพวกเรื่องจัดกระเป๋าเสื้อผ้า บางทีจัดไปเลยมันก็่ง่ายกว่านะพี่ว่า ไม่ต้องไปเดินหาซื้อ 555555

    1. เรื่องเสื้อผ้าสำหรับเรา สุดท้ายจัดไปแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น ไม่เคยได้ซื้อเพิ่มเลย

Leave a Reply